เรื่องเล่าตำนานผีญี่ปุ่น – ตอนที่ 4

japan-0008เป็นใครก็คิดไม่ถึงว่าประเทศญี่ปุ่นจะนับถือเหล่าสัตว์ต่างๆเป็นเทพ  และมีการแพร่ขยายอิทธิพลไปยังประเทศจีน จนมาตอนนี้ก็มาถึงประเทศไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  เอาแค่ง่ายๆใครจะคิดบ้างว่า แมวโชคดี ที่เราเห็นตามตลาดนัด ที่เป็นรูปปั้นหน้าตาเหมือนน้องแมวเหมียวนั่งกวักมือ จะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่คนเคารพบูชาไปแล้ว วันนี้ กรุ๊ปทัวร์ญี่ปุ่นจะพาคุณไปฟังเรื่องเล่าตำนานของชาวญี่ปุ่นกันต่อจ้ะ

  • อินุกามิ(เทพสุนัข)ในเกมปิศาจหัวสุนัข  เป็นวิญญาณสุนัขที่ซื่อสัตว์ต่อเจ้านาย ซึ่ง เมื่อมันกลายเป็นอินุกามิ จะมีพลังสามารถตรวจจับวิญญาณตนอื่นได้ และบางตน ยังสามารถขับไล่วิญญาณร้ายที่อริกันได้ แต่อินุกามิก็มีความดุร้ายเช่นเดียวกับหมาป่า  เรื่องเล่าเกี่ยวกับวิธีการสร้างอินุกามิ มีได้หลายวิธี บางวิธีกล่าว ว่า วิญญาณของสัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก สามารถเรียกมา อยู่ในรูปของวิณญญาณ ผู้พิทักษ์ได้ บางเรื่องเล่ากล่าวว่า  วิธีการสร้างอินุกามิ คือ การทำให้สัตว์เลี้ยงอันเป็นที่รัก ตายด้วยน้ำมือ ของเจ้านายที่มันไว้ใจ นำศพไปฝังไว้ที่ทางแยก แล้วทำพิธีร่ายอาคม จะสามารถ สร้างอินุกามิที่ทรงพลัง ที่สามารถไปไหนมาไหนได้เองโดยอิสระ มีแต่องเมียวที่มีพลังสูงส่งจริงจึงจะสามารถควบคุมอินุกามิ ที่ถูกสร้างขึ้นโดยวิธีนี้ได้ วิธีการสร้างอินุกามิ อีกวิธีหนึ่ง เล่าว่า ให้ผูกสุนัขที่หิวจัดไว้ แล้ววางชามอาหารล่อไว้แต่ให้กินไม่ถึง เมื่อความอยากอาหารของมันขึ้นถึงขีด สุด ก็ให้ตัดหัวซะ จะได้อินุกามิที่ทรงพลัง และดุร้ายมาก  ในบางครั้งองเมียวที่เรียกอินุกามิมาใช้จู่โจมศัตรู อาจนึก เสียใจภายหลังที่สร้างอินุกามิขึ้นมา เพราะมันจู่โจมอย่างโหดเหี้ยม ไร้ความปราณี  ดังนั้นผู้ที่จะใช้อินุกามิได้เต็มประสิทธิภาพ จึงจำกัดอยู่แค่องเมียวชั้นสูงเท่านั้น คนที่พลังไม่เข้าขั้น หากจะใช้อินุ กามิ อาจต้องเสียใจภายหลัง หรือจบชีวิตของตัวเอง เพราะอินุกามิไม่ได้ควบคุม ได้ง่ายๆ ถึงแม่ว่าจะเป็นอินุกามิที่สร้างอย่างถูกวิธี จนเป็นวิญญาณผู้พิทักษ์แต่ หากปราศจากเจ้านาย หรือได้รับการปฏิบัติที่ไม่เหมาะสม มันก็อาจทอดทิ้ง เจ้านาย และสามารถออกอาละวาดได้เอง การใช้อินุกามิ มักเป็นทางเลือกสุดท้าย ของวิชามนต์ดำเพื่อเล่นงานใครซักคนที่ไม่สามารถหาทาง อื่นเล่นงานได้แล้ว การเรียกอินุกามิต้องการ การ บูชายัญหนึ่งชีวิต ด้วยมือของตัวเอง เมื่อหนึ่งชีวิตดับลง จะได้อินุกามิกลับมา แต่ก็เป็นวิญญาณที่เต็มไปด้วย ความแแค้น และไม่สามารถควบคุมได้ง่ายๆถ้าไม่มีการเตรียมการอย่างดี พร้อม ซึ่งไม่อาจคาดการณ์ได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้น  เจ้าของที่ไม่สามารถควบคุมอินุกามิได้ จะพบความยากลำบากในการกำจัดอินุกามิ ทิ้งถึงแม้ว่าจะพยายามนำไปทิ้งที่เกาะร้าง ก็ไม่ช่วยให้รอดพ้นจากคำสาปอินุกามิไปได้ ซึ่งจะทำให้เจ็บป่วยอย่างมาก มีเพียงหมอมนต์ที่มีพลังเยียวยาสูงจริง จึงจะสามารถแก้คำสาปปอินุกามิได้
  • นางแมงมุม (จูโรคุโมะ )  เชื่อกันว่าเป็นแมงมุมเพศหญิง ที่มีชีวิตติดต่อกันหลายร้อยปี ซึ่งได้ดูดเลือดคนจำนวนมากจนทำให้วิชาอาคมแกร่งกล้าข ขึ้น พัฒนาเป็นนางแมงมุมในตอนกลางวันนางจะแปลงร่างเป็นผู้ หญิง สาวสวยหลอกล่อผู้ชายมาดูดเลือด  ในอดีต โชกุนมินาโมโตะ โยริมิตสึ เกิดล้มป่วยลง รักษายังไงก็ไม่หายเสียที จึงได้เชิญหมอผีมาทำพิธีปัดเป่าวิญญาณ แต่ก็ไม่สำเร็จ ได้แต่ทนปวดหัว ไข้ขึ้น ทรมานอยู่อย่างนั้น กระทั่งคืนวันหนึ่ง มีพระสงฆ์รูปหนึ่ง สูงประมาณ 2 เมตรมาปรากฏตัวตรงด้านหลังโคมไฟในห้องของท่าน และย่างเท้าเข้ามาหา พร้อมกับปล่อยใยแมงมุมใส่  โชกุนตื่นขึ้นมาพอดี จึงรีบคว้าดาบของ ฮิซาคิริมารุ ซึ่งมานอนเฝ้าไข้ ขึ้นมาฟันปีศาจตนนั้นเต็มแรง เมื่อผู้ติดตามด้านนอกได้ยินเสียงเอะอะ ก็รีบรุดเข้ามา ทันเห็นรอยเลือดหยดอยู่ข้างโคมไฟ จึงติดตามรอยนั้นไปจนถึงเนินดินเก่า ๆ แห่งหนึ่งพวกเขาจึงลองขุดเนินดินนั้นดู ก็พบปีศาจแมงมุมตัวใหญ่ ผุดขึ้นมาปล่อยใยแมงมุมอีกรอบ แต่ก็โดนฆ่าตายในที่สุดจากนั้นเป็นต้นมา ท่านโชกุนก็หายจากอาการประหลาดนี้เป็นปลิดทิ้ง และไม่เคยป่วยอีกเลยตราบสิ้นอายุขัย
  • จิ้งจอกเก้าหางในตำนานของญี่ปุ่นได้กล่าวถึงจิ้งจอกเก้าหางว่า เป็นปิศาจที่หลบหนีมาแฝงตัวอยู่ในราชสำนักของญี่ปุ่น ในรัชสมัยของจักรพรรดิโทบะหลังจากที่หลบหนีมาจากอินเดีย และจีนมาแล้ว โดยแฝงตัวมาในร่างของหญิงงามนามว่า ทามาโมะ มาเอะ พระสนมของจักรพรรดิโทบะนางทำให้จักรพรรดิโทบะลุ่มหลงในความงามของนาง และสุขภาพของจักรพรรดิโทบะก็ทุดโทรมลงทุกวันจึงได้มีการอัญเชิญนักพรตจากหอองเมียวมาทำพิธีปัดรังควาน  พบว่าในวังมีปิศาจจิ้งจอกเก้าหางสีทองแฝงตัวอยู่ เมื่อความแตก ทามาโมะ มาเอะ จึงได้คืนร่างเป็นจิ้งจอกสีทองตัวมหึมา มีเก้าหาง เหาะหลบหนีไปบนท้องฟ้า  กองทหารของจักรพรรดิโทบะได้ไล่ตามไปจนถึงที่ราบสูงน าสุ และต่อสู้กับปิศาจจิ้งจอกเก้าหาง และสามารถสยบจิ้งจอกเก้าหางลงได้ กลายเป็นหินเซ็ทโชเซกิ ซึ่งกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีชื่อแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นมาจนปัจจุบันนี้  อนึ่งมักเกิดความสับสนในผู้ที่เริ่มต้นศึกษาซึ่งเอาตำนานของปีศาจจอกเก้าหางมารวมกับตำนานของเทพเจ้าแห่งจิ้งจอก อินาริ ( Inari หรือ Oinari) ซึ่งแท้จริงเป็นคนละอย่างกัน
  • ปีศาจจิ้งจอก きつねมักแปลงกายเป็นมนุษย์ และแฝงกายอยู่กับคนทั่วไป โดยไม่ทราบจุดประสงค์ที่แน่ชัด  ปีศาจจิ้งจอก หรือ คิตสึเนะ (「狐」, Kitsune, ) สามารถพบได้ตามแถบตะวันออกของเอเชีย ตามความเชื่อแล้วปีศาจจิ้งจอก เป็นจิ้งจอกที่มีพลังเวทย์ มีทั้งพวกที่จัดว่าศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นข้ารับใช้ของเทพอินาริ ซึ่งเป็นเทพแห่งการเพาะปลูก และพวกที่จัดว่าเป็นผีร้าย ปีศาจจิ้งจอกมีความเชี่ยวชาญในมนต์มายา และวิชาแปลงกาย ซึ่งบ่อยครั้งที่มักจะแปลงกายเป็นมนุษย์ เชื่อกันว่าสุนัขจิ้งจอกที่อายุยืน และมีตบะแก่กล้ามากพอ จะสามารถกลายเป็นปีศาจจิ้งจอกได้ เมื่อปีศาจจิ้งจอกอยู่จนครบ 100 ปี จะมีหางเพิ่มขึ้นมาหนึ่งหาง และมีพลังแข็งแกร่งขึ้น และหากมีหางครบเก้าหางเมื่อไหร่ จะมีพลังมหาศาลและชาญฉลาดอย่างยิ่ง  ปีศาจจิ้งจอกมีสังคมคล้ายคลึงกับมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้าและยืนสองขา บางครั้งก็เข้ามาปะปนอยู่กับ มนุษย์ธรรมดา ปีศาจจิ้งจอกสามารถแปลงกายได้แนบเนียน จนมนุษย์ธรรมดาจับไม่ได้ ปีศาจจิ้งจอกตนใดถูกมนุษย์จับได้ จะถูกลงโทษอย่างหนักจากสังคมปีศาจจิ้งจอก การที่ปีศาจจิ้งจอกจะสำเร็จ วิชาแปลงกาย สามารทำได้หลายวิธี ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ การใช้กะโหลกมนุษย์ช่วยใน การแปลงกาย แต่ปีศาจจิ้งจอกที่ไม่ระมัดระวังอาจจะเหลือหลักฐานบางอย่าง อย่างเช่น ลืมแปลงกายอวัยวะบางส่วนที่อยู่ใต้เสื้อผ้า เมื่อปีศาจจิ้งจอกแปลงร่างเป็นมนุษย์ มันก็มีความรู้สึกหรือความต้องการคล้ายมนุษย์เช่นกัน ปีศาจจิ้งจอกชอบกินของอร่อยๆ โปรดปรานเต้าหู้ทอด ชอบการได้สัมผัสกาย รวมไปถึงเรื่องเซ็กส์ เป็นหนึ่งในปีศาจที่มีเรื่องเล่าถึง สายสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับมนุษย์ การที่ปีศาจจิ้งจอกต้องแปลงกายมาปะปนกับมนุษย์ ไม่มีเหตุผลที่แน่นอน บางครั้งเชื่อว่า มันมาเพื่อค้นหาความรัก มีเรื่องเล่าว่า มีปีศาจจิ้งจอกที่แปลงกายเป็นสตรีที่งดงาม และแต่งงานอยู่กินกับมนุษย์ ทั้งยังสามารถสืบทายาทได้ด้วย ทายาทปีศาจจิ้งจอกจะมีความแข็งแกร่งผิดมนุษย์ รวมไปถึงมีพลังเวทย์ติดตัว และมีเสน่ห์ที่ประหลาด จนมีคำเล่าลือว่า องเมียวที่มีชื่อเสียงที่ชื่อ อาเบะโนเซย์เมย์ (Abe no Seimei) เป็นทายาทของปีศาจจิ้งจอก  มนต์มายาของปีศาจจิ้งจอกลึกล้ำมาก ถึงแม้ว่ามนุษย์จะรู้ว่าต้องมนต์ของปีศาจจิ้งจอก แต่สัมผัสของมนต์มายาก็เหมือนจริง จนแทบแยกความจริงกับภาพมายาไม่ออก ปีศาจจิ้งจอกที่มีตบะมากจะรู้จิตใจของมนุษย์ ทำให้สามารถสร้างภาพมายาที่มนุษย์คนนั้นต้องการเห็นได้ ทำให้แม้มนุษย์อยากปฎิเสธ ก็ยากที่จะทำได้

คาไมทาจิ 鎌鼬かまいたちจะเล่นงานนักเดินทาง โดยการชนให้ล้ม ฟันให้เป็นแผล แล้วทายาให้ไม่รู้สึกเจ็บ  คาไมทาจิ เป็นภูตลมในตำนานความเชื่อญี่ปุ่น ชื่อของคาไมทาจินั้น คามะ แปลว่า เคียว,อิทาจิ แปลว่า ตัววีเซิล เนื่องจากว่าคาไมทาจิเป็นภูตลม จึงเคลื่อนไหวได้รวดเร็วเหมือนสายลม เรื่องเล่าเกี่ยวกับคาไมทาจิมีอยู่ว่าผู้คนที่ขึ้นไปบนภูเขา บางครั้งจะพบกับลมหมุน เมื่อลมหมุนผ่านไป เขาก็พบว่าตัวเองมีบาดแผลแต่ไม่รู้สึกเจ็บ คาไมทาจิอาศัยอยู่ในลมหมุน มีอยู่ด้วยกัน 3 ตัว มีพฤติกรรมคือ ตัวแรกจะชนเหยื่อให้ล้ม ตัวที่สองจะฟันเหยื่อให้เป็นแผล ส่วนตัวที่สุดท้ายจะทายาให้เพื่อห้ามเลือดและระงับอาการเจ็บปวด แต่การจู่โจมบางครั้งก็สร้างบาดแผลร้ายแรง และเจ็บปวดกว่าที่คิด ไม่เป็นที่แน่ชัดว่าทำไมคาไมทาจิจึงมีพฤติกรรมเช่นนั้น คาไมทาจิจัดว่าเป็นอันตรายกับมนุษย์ เพราะมีบางเรื่องเล่ากล่าวว่า ผู้ที่พบปรากฏการณ์คาไมทาจิ บางครั้งไม่ได้ถูกฟันครั้งเดียว แต่จะถูกฟันแล้วทายา แล้วถูกฟันซ้ำๆอีก ซึ่งนับว่าน่ากลัว เพราะว่าคาไมทาจิมีนิสัยชอบต่อสู้อยู่เหมือนกัน