ทัวร์ตุรกีพาไปชมโฉมอัฟยอน (Afyon)

turkey-018

อัฟยอน เปรียบเสมือนประตูระหว่างฝั่งทะเลและผืนแผ่นดินของอนาโตเลีย ประวัติศาสตร์เริ่มตั้งแต่ 4,000 ปีก่อนคริสตกาล อัฟยอนถูกปกครองโดยฮิตไตต์ ฟรีเจียน ลิเดียน เปอร์เซีย โรม และท้ายที่สุดคือไบแชนไทน์ ที่ได้ครอบครองเมืองในนาม อโครโนส (Akroenos) และถัดมาเปลี่ยนชื่อเป็น นิโคโปลิส (Nikopolis) ก่อนที่จะตกเป็นของเซลจุกและออตโตมันในเวลาต่อมา  ภายใต้ความสวยงามและประวัติศาสตร์อันยาวนาน ทัวร์ตุรกีจะพาคุณไปชมอัฟยอนกันเลยจ้า

ชื่อจริงของอัฟยอนคือ อัฟยอนคาราฮิชาร์ (Afyonkarahisar แปลว่า ป้อมฝิ่นสีดำ) ปัจจุบันเป็นเมืองที่ปลูกฝิ่นเพื่อใช้ในการแพทย์โดยถูกต้องตามกฎหมาย และยังเป็นเมืองที่ทำอุตสาหกรรมหินอ่อน อัฟยอนมีสถานอาบน้ำแร่หลายแห่ง ได้แก่ กัชลึเกล (Gazligol Kaplicatlari) เกเจ็ค (Gecek) ฮูได (Hudai) สถานที่สามารถอาบโคลนได้คือ ซานดิคลึ (Sandikli) พร้อมมีที่พัก

สถานที่น่าสนใจในอัฟยอน ได้แก่ พิพิธภัณฑ์โบราณคดี จัดแสดงโบราณวัตถุสมัยโรมัน, อนุสรณ์สถานรำลึกถึงสงครามอิสรภาพ , ป้อมรพอัฟยอน ซึ่งสร้างในสมัยไบแชนไทน์ ส่วนด้านเหนือมีสิ่งก่อสร้างสมัยฟรีเจีน เป็นหินที่ใช้ประกอบพิธีทางศาสนา นอกจากนี้ ใกล้ทางหลวงเดนิซลี (Denizli) เป็นที่ตั้งของเมือง Dazkili ซึงมีชื่อเสียงด้านพรมและคิลิม เป็นพรมพื้นเมืองของตุรกี

มิเลท (Milet) หรืออีกชื่อหนึ่งคือ มิเลทุส ในช่วงศตวรรษที่ 10 ก่อนคริสตกาล เมืองนี้เคยเป็นศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในแถบเมดิเตอร์เรเนียน และเป็นบ้านเกิดของนักปรัชญามากมาย โบราณสถานที่สำคัญได้แก่ โรงละครโบราณ จุคนได้ถึง 15,000 คน เมื่อขึ้นไปด้านบนจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองโดยรอบ ซากวิหารเดลฟิก อะพอลโล (Sanctuary of the Delphic Apollo) โรงอาบน้ำเฟาล์ตินา (Faustina Bath) สร้างโดยจักรพรรดิโรมันนามว่า มาร์คุส ออเรลิอุส (Markus Aurelius) เพื่อเป็นของขวัญให้กับภรรยา ใกล้กันมีพิพิธภัณฑ์เล็กๆ จัดแสดงถึงสิ่งของที่พบในมิเลท และสุเหร่าอิลยัสเบย์ (Ilyas Bey Cami) สร้างในศตวรรษที่ 15 มีรูปแบบสถาปัตยกรรมที่โดดเด่นโดยเฉพาะโดมภายในตกแต่งสวยงามด้วยหินอ่อน

กูลกูบาเช (Gullubahce) หรือ พริเอเน (Priene) กูลกูบาเช เคยเป็นเมืองท่าสำคัญในสมัยไอออนเนียน มีความสำคัญมากในช่วง 300 ปี ก่อนคริสตกาล เมื่อมีการประชุมสภาและมีการจัดเทศกาลรื่นเริงขึ้นที่นี่ ผังเมืองวางแบบไว้อย่างดีเป็นแบบเรขาคณิต โดยฮิปโปดาโมสแห่งมิเลโทส ในศตวรรษที่ 4 ซึ่งยังสามารถเห็นได้อยู่ ในเมืองมีอะโครโบลิสซึ่งสร้างในสมัยเฮเลนนิสติก โบราณสถานที่ยังคงอยู่ ได้แก่ ตลาด ที่ประชุมสภา โรงละคร วิหารเดเมเตอร์ และวิหารอะธีนา

ดิดิม (Didim) หรือ ดิดิย์มา (Didyma) ในอดีต เมืองดิดิมเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ตั้งของวิหารอะพอลโล แม้ว่าจะเกิดการรบพุ่งและถูกเผาหลายครั้ง แต่ปัจจุบัน ยังสามารถเห็นมุขและทางเดินที่มีเสาเรียงรายสองฟากอยู่รอบตัววิหาร รวมทั้งรูปปั้นหัวเมดูซา วิหารอะพอลโลที่เห็นในปัจจุบันสร้างใหม่ในศตวรรษที่ 4 หลังจากที่ของเดิมถูกทำลายด้วยน้ำมือชาวเปอร์เซีย วิหารนี้เคยเป็นศูนย์รวมของคนทรงและนักบวชในยุคไอออนนิก ผู้ที่แสวงหาความรู้เกี่ยวกับโหราพยากรณ์จะมาเพื่อศึกษา ซึ่งดิดิม แปลงมาจากคำว่า ดิดีย์โมยอน (Didymeion) เป็นภาษาโบราณ แปลว่า สถานที่ที่คนทรงบอก        ดิดิมในอดีตมีแต่เพียงนักบวชพำนักอยู่เท่านั้น ไม่มีชาวบ้านอยู่อาศัย นักบวชอาจเคยพาครอบครัวมาพำนักด้วย นักบวชที่ศรัทธาในเทพอะพอลโลเหล่านี้เป็นพวกที่มาจากเมืองเดลฟีในกรีซ วิหารในดิดิมถือว่ามีความสำคัญไม่แพ้วิหารที่เดลฟี